ถ้าฝรั่งเศสมี 'เจ้าชายน้อย' ประเทศไทยก็มี 'เจ้าหงิญ'
- danpawon

- Jan 29
- 2 min read
'เจ้าหงิญ' วรรณกรรมที่เป็นมากกว่าวรรณกรรม...บทวิเคราะห์วรรณกรรมโดย ดันพาวน
ถ้าต้องแนะนําหนังสือเพียงเล่มเดียวให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่อ่าน ดิฉันจะเลือกหนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง “เจ้าหงิญ” โดย บินหลา สันกาลาคีรี ให้ทุกคนลองอ่าน เหตุผลนั้นแสนง่าย เพราะหนังสือเล่มนี้ จํานวนหน้าน้อย เนื้อหาทรงพลัง และรุ่มรวยไปด้วยอารมณ์ขัน
วรรณกรรมเรื่อง “เจ้าหงิญ” เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น 8 เรื่องที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจําปี พ.ศ. 2548 ซึ่งมีความยาวของหนังสือเพียง 109 หน้าเท่านั้น ใครเล่าจะเชื่อว่าวรรณกรรมเล่มบาง ๆ นี้ก็สามารถบรรจุเรื่องราวแสนล้ำลึกเอาไว้ได้ด้วยถ้อยคําแสนเรียบง่ายแต่กินใจ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ทําให้ดิฉันตระหนักได้ว่า บางครั้งมนุษย์เราไม่ต้องคิดเยอะก็ได้ ในชีวิตประจําวันของเรา มักจะมีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินเข้ามาเขย่าบ่าของเราอย่างหวังดีแล้วบอกว่า....
“รีบตั้งสติซะ! คิดให้ดี! คิดให้เยอะ! คิดให้รอบคอบ!”
แต่วรรณกรรมเรื่องนี้ทําตรงกันข้าม ขณะอ่านดิฉันมองเห็นภาพนักเขียนกําลังมองมาที่เราด้วยสายตาอบอุ่น เขากําลังมอบสัมผัสอันอบอุ่นผ่านตัวอักษรแล้วตบบ่าเราเบา ๆ พร้อมกับบอกว่า...
“อย่าคิดเยอะ อย่าคิดมาก ก้าวออกจากกรอบเดิม ๆ บ้างก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก”
วรรณกรรมเรื่องนี้ไม่ได้สนับให้เราใช้ชีวิตแบบเสเพลแต่กําลังบอกให้เรามองย้อนกลับไปถึงความสับสน วุ่นวายในสังคมที่มนุษย์เราต่างก็คร่ำเคร่ง เร่งรีบทําสิ่งต่าง ๆ โดยคํานึงถึงผลประโยชน์ จงกล้าก้าวกลับไปสู่ความเรียบง่ายเหมือนครั้งสมัยที่เรายังเด็ก แต่ในขณะเดียวกันความราบเรียบไร้เหตุผลที่ปรากฏในเรื่องนี่แหละ ที่ “สัมผัสใจคน” ได้ดีกว่าเรื่องที่ต้องคิดมากเยอะเลย
ถ้าหากฝรั่งเศสมี “เจ้าชายน้อย” ประเทศไทยก็มี “เจ้าหงิญ”
การหวนคืนสู่ความเป็นเด็กอีกครั้งล้วนขัดต่อสัจธรรมแห่งชีวิต แต่ดิฉันเชื่อว่ามีวรรณกรรมอยู่สองเล่ม ที่สามารถพาจิตใจของเราย้อนกลับไปสู่วัยเด็กอันอิ่มเอิบได้อีกครั้ง หลายคนอาจคุ้นเคยกับวรรณกรรมเยาวชนชื่อดังก้องโลกอย่าง “เจ้าชายน้อย” โดย อองตวน เดอ แซงเตกซูเปรี เรื่องราวการเดินทางของเด็กชายคนหนึ่งจากดาว B612 เจ้าชายน้อยเดินทางผ่านดวงดาวต่าง ๆ และได้พบกับผู้คนมากมายที่มีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกันออกไป นักอ่านทั่วโลกต่างก็เล่าขานกันว่า “เจ้าชายน้อย” เป็นหนังสือที่เติบโตไปพร้อมกับผู้อ่าน ตัวบทของวรรณกรรมสามารถตีความได้หลากหลายแตกต่างกันไปตามความเชื่ออันเป็นปัจเจกของแต่ละคน แต่ทุกครั้งที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน ด้วยวัยและประสบการณ์ที่มากขึ้นทําให้การตีความวรรณกรรมเรื่องนี้แตกต่างจากเดิมและสร้างความแปลกใจให้กับผู้อ่านเสมอ
วรรณกรรมอีกเรื่องที่ดิฉันมองว่าทําได้ดีไม่แพ้กันก็คือ “เจ้าหงิญ” โดยนักเขียนชาวไทย บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนผู้รุ่มรวยอารมณ์ขัน ดิฉันไม่ได้รู้จักนักเขียนเป็นการส่วนตัว แต่ตัวตนและแนวคิดที่ผู้เขียนยึดถือนั้นสะท้อนออกมาผ่านวรรณกรรมของเขาได้เป็นอย่างดี “เจ้าหงิญ” เป็นวรรณกรรมที่โดดเด่นในเรื่องของการแฝงสัญญะต่าง ๆ เอาไว้ในเรื่องให้เหล่านักอ่านได้แกะรอย ขบคิด และสนุกสนานไปกับเรื่องราวที่เล่าด้วยลักษณะการเล่าแบบนิทาน ด้วยความสามารถทางด้านการเขียนของผู้เขียนทําให้วรรณกรรมเรื่องนี้อุดมไปด้วยความเรียบง่ายของนิทาน แต่ทรงพลังมากกว่าเรื่องราวมหากาพย์ที่มีฉากต่อสู้หวือหวาตระการตา
ความคล้ายคลึงระหว่าง “เจ้าชายน้อย” กับ “เจ้าหงิญ” ที่ดิฉันสัมผัสได้คือการให้ความสําคัญกับวัยเยาว์ ไม่มีประโยคใดในทั้งสองเรื่องที่กล่าวกับนักอ่านเลยว่า “ห้ามโตนะ” แต่ว่าหนังสือทั้งสองเล่มกําลังตะโกนก้องไปสู่นักอ่านว่า “อย่าลืมวัยเด็กนะ แล้วก็อย่าโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่เราในตอนเด็กไม่ชอบเสียล่ะ” คําว่า “เพื่อนเติบโต” ดูจะเป็นคําที่เหมาะจะใช้กับวรรณกรรมทั้งสองเรื่องเสียจริง เพราะเราไม่อาจมองหาวรรณกรรมเรื่องไหนที่แสดงเจตจํานงชัดเจนว่า "ยืนอยู่ข้างเด็ก" ได้มากเท่าวรรณกรรมทั้งสองเรื่องนี้ แม้หนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง “เจ้าหงิญ” จะตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2546 ซึ่งห่างจากวรรณกรรมเรื่อง “เจ้าชายน้อย” ถึง 60 ปี แต่วรรณกรรมทั้งสองเรื่องล้วนทําให้นักอ่านมองเห็นคุณค่าของวัยเยาว์และปฏิเสธไม่ได้ว่าบางครั้งเราท่านต่างก็โหยหาช่วงเวลาในตอนนั้นเช่นกัน
วรรณกรรมเรื่อง “เจ้าหงิญ” เป็นหนังสือวรรณกรรมที่มากกว่าวรรณกรรมเยาวชน ย้อนกลับไปตั้งแต่ ย่อหน้าแรกที่ดิฉันกล่าวว่า ถ้าหากต้องแนะนําหนังสือเพียงหนึ่งเล่มให้นักอ่านทั่วโลก ไม่ว่าอย่างไร “เจ้าหงิญ” จะยังคงเป็นวรรณกรรมมาแรงตลอดกาลสําหรับดิฉันที่อยากแนะนําให้ทุกท่านอ่าน เพราะคุณค่าที่สะท้อนออกมาอีกอย่างหนึ่งคือ หนังสือเล่มบาง ๆ เล่มนี้ เป็นหนังสือคู่มือการเลี้ยงลูกสําหรับพ่อแม่ที่ใช้ได้จริงอีกด้วย
“เจ้าหงิญ” ประกอบด้วยเรื่องสั้นทั้งหมด 8 เรื่อง ได้แก่ ชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือ, แดฟโฟดิลแดนไกล, เจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่สี่, เก้าอี้ดนตรี, สีที่แปดของรุ้งกินน้ํา, นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่, ลูกหามกับสามสหาย, และเรื่อง “โลก” ของเจ้าหญิงนกบินหลายกับเจ้าชายนกบินหา
เรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่องล้วนเป็นเรื่องราวที่นําเสนอด้วยกลวิธีการเล่านิทานที่ในตอนท้ายได้เฉลยว่าแท้จริงแล้วเรื่องราวทั้งหมดล้วนเล่าโดยนกบินหลา ลูกนกผู้เป็นโลกทั้งใบของเจ้าหญิงนกบินหลายและเจ้าชายนกบินหาจากเรื่องสั้นเรื่องที่ 8 ของเล่ม ซึ่ง “นกบินหลา” ก็คือนามปากกาของนักเขียนนั่นเอง นับเป็นความฉลาดและความสร้างสรรค์ในการใช้กลวิธีการแต่งของผู้เขียน อีกทั้งวรรณกรรมเรื่องนี้ยังมีชั้นเชิงทางวรรณศิลป์อีกมากที่ปรากฏตลอดทั้งเรื่อง โดยสามารถยกตัวอย่างดังประโยคต่อไปนี้
“การเดินทางแม้จะเป็นคนละเรื่องกับการรับประทานอาหาร แต่อย่างน้อยมีผลสอดคล้องกันอย่างหนึ่งคือทําให้ผู้คนเติบโต....”
(บินหลา สันกาลาคีรี, 2560: 46)
การเปรียบเทียบข้างต้นผู้เขียนนําเรื่องราวเกี่ยวกับการเติบโตที่ทั้งทางร่างกายและจิตใจมาเปรียบเทียบกันอย่างง่ายเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพและย่อยสาสน์ที่ผู้อ่านส่งมาได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ดังที่กล่าวว่าวรรณกรรมเรื่องนี้โดดเด่นในเรื่องของความเรียบง่ายที่แสนกินใจ
การวางโครงเรื่องของนักเขียนก็เป็นอีกสิ่งที่ทําให้หนังสือเรื่องนี้มีเสน่ห์ ด้วยการวางโครงเรื่องที่แสนแยบยลทําให้อาจมองได้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นหลาย ๆ เรื่องเข้าด้วยกัน หรือมองว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่บรรจุนิทานมากมายที่เล่าโดยนักเล่านิทานคนเดียวกันก็ได้ นักเขียนใช้เรื่องสั้นเรื่องที่ 8 ขมวดให้หนังสือทั้งเล่มเป็นหนังสือหนึ่งเล่มที่ดิฉันกล่าวไปแล้วว่า “เจ้าหงิญ” เป็น “หนังสือคู่มือการเลี้ยงลูกสําหรับพ่อแม่ที่ใช้ได้จริง” อันเนื่องมาจากเหตุผลดังต่อไปนี้
1. อย่าดูถูกศักยภาพของเด็ก
“เจ้าหงิญ” มีการนําเสนอเรื่องศักยภาพของเด็กเอาไว้ตลอดทั้งเรื่อง แต่เรื่องสั้นที่เด่นที่สุดคือเรื่องสั้นเรื่องที่ 7 ลูกหามกับสามสหาย จากเรื่องจะเห็นว่าผู้ใหญ่ในเรื่องล้วนตัดสินเด็ก ๆ จากรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น อีกทั้งยังแก้ปัญหาที่ตนก่อไม่ได้จนต้องให้เด็กสอนอยู่เรื่อย
ลูกหามกับสามสหาย เป็นเรื่องราวของเมืองหนึ่งที่ถูกโจมตีโดยพญางู 7 หัว ไม่มีใครปราบพญางู ได้ อีกทั้งเจ้าหญิงก็ถูกจับตัวไป วันหนึ่งเด็ก ๆ 6 คนที่ขันอาสาไปปราบเจ้างูแต่กลับถูกดูถูกเหยียดหยามด้วยคําพูด สุดท้ายเด็ก ๆ ก็ใช้ปัญญาเอาชนะเจ้างูได้ในที่สุด เรื่องสั้นข้างต้นไม่ได้เขียนมาเพื่อให้เห็นถึงภาษาไทยดิ้น ได้ที่นักเขียนนําเสนอด้วยกลวิธีที่ฉลาดหลักแหลม แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความจริงอันน่าเจ็บปวดที่หลายครั้งผู้ใหญ่ก็ดูถูกศักยภาพของเด็ก ๆ จนไม่น่าให้อภัย อีกทั้งยังให้แง่คิดที่ต้องมองย้อนกลับมาสํารวจตนเองแล้วว่าตนเคยตัดสินคนอื่นก่อนที่ได้รู้จักลักษณะนิสัยหรือความความสามารถของบุคคลนั้นหรือเปล่าอีกด้วย
2. นําเสนอเสียงในใจของเด็ก ๆ ให้ผู้ใหญ่รับรู้
เรื่องสั้นหลายเรื่องในเล่มนี้ต่างก็สะท้อนเสียงของเด็ก ๆ ในมุมที่แตกต่างออกไป จากเรื่องสั้นเรื่องที่ 2 “แดฟโฟดิลแดนไกล” ได้นําเสนอความเด็ดเดี่ยวของเด็กคนหนึ่งที่ต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลางทั้งเสียงหัวเราะเยาะ คําตัดสินอย่างฉาบฉวย และถ้อยคําบั่นทอนกําลังใจ
“แดฟโฟดิลแดนไกล” เป็นเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่พยายามปลูกดอกแดฟโฟดิลที่ใคร ๆ ต่างก็หัวเราะเยาะในความใสซื่อและความเพียรพยายามของเขา เรื่องสั้นเรื่องนี้ผู้เขียนมีการใช้สัญญะสายฝนในการดําเนินเรื่อง สายฝนเปรียบเหมือนคําพูดของคนอื่น สายฝนที่มากไปอาจบั่นทอนการเติบโตของต้นไม้ได้ แต่ในขณะเดียวกันถ้าหากนําข้อดีของสายฝนมาเปรียบเทียบกับคําพูดของคนจะพบว่า ถ้อยคําที่ไหลบ่ามาไม่ขาดของผู้คนยังไงมันก็จะกลายเป็นอาหารให้กับต้นไม้ได้เติบโต แม้จะเติบโตเงียบ ๆ ใต้ดินแบบต้นแดฟโฟดิลที่เด็กชายเชื่อก็ตาม
“แดฟโฟดิลแดนไกล” สื่อให้เห็นว่าบางคนผ่านมาเพื่อประทับความทรงจําลงในใจให้เราคิดถึง ในขณะที่คนบางกลุ่มผ่านมาเพื่อบั่นทอน ตราบใดที่เรายังตั้งมั่นในสิ่งที่เราเชื่อ คําพูดตัดสินและคําหัวเราะของผู้คนจะไม่สามารถทําอะไรเราได้ เด็กชายที่เชื่อมั่นในเด็กหญิงผู้มอบเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ให้กับเขา แม้เด็กหญิงจะไม่กลับมา แต่ขวบปีที่ผ่านไปก็เปรียบเสมือนการดํารงอยู่และเติบโตไปพร้อมกับรอยยิ้มเล็ก ๆ ของเด็กชาย ประโยคที่กล่าวว่า “ขวบปีที่ผ่านไปทําให้เด็กชายไม่ตั้งคําถาม มีเพียงเหตุผลของการไม่ถามเท่านั้นที่เปลี่ยนไป” สามารถตีความได้ว่า เด็กชายไม่เคยสงสัยในตัวเด็กหญิงมาตั้งแต่แรก ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องถาม เพียงแค่เราต่างรับรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยใจของเราเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ซึ่งน้อยนักที่ผู้ใหญ่ในเรื่องจะเข้าใจ
จากเรื่องสั้นเรื่องที่ 4 “เก้าอี้ดนตรี” นําเสนอความต้องการของเก้าอี้และเด็กคนหนึ่งที่ไม่อยากใช้ชีวิตท่ามกลางสงครามแห่งการชิงดีชิงเด่น พวกเขาเพียงแค่อยากสดับฟังเสียงเพลงอย่างสงบเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่ต่างหากที่เป็นคนสร้างเกมขึ้นมาให้พวกเขาแข่งขัน
“..หัวใจมิได้ถูกออกแบบมาให้แข็งแกร่งพอสําหรับทุกเกมชีวิตที่ต้องแก่งแย่งช่วงชิง....”
(บินหลา สันกาลาคีรี, 2560: 54)
ประโยคข้างต้นเป็นวรรคที่ดิฉันมองว่ากินใจที่สุดจากเรื่องเจ้าหงิญและประโยคข้างต้นก็ไม่ใช่เพียงความในใจที่เด็กอยากบอกผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นประโยคที่สะท้อนข้อเท็จจริงสําหรับผู้คนที่กําลังอ่อนล้ากับการแข่งขันชิงชัยกับอะไรก็ตามที่ตนกําลังแข่งอยู่ได้ดีทีเดียว
เรื่องสั้นเรื่องที่ 5 “สีที่แปดของรุ้งกินน้ํา” เป็นเรื่องที่สะท้อนความในใจของเด็กน้อยที่เกิดและเติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่ตัดสินใจแยกทางกัน แม้เนื้อเรื่องมีการนําเสนอผ่านเรื่องราวเทพนิยายที่น่ารักน่าเอ็นดู แต่ใจความหลักที่ผู้เขียนต้องการสื่อนั้นแสนจะเรียบง่ายคือความในใจของลูกที่ต้องอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ที่ต่างก็มีทิฐิสูงด้วยกันทั้งคู่ เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงผลพวงที่เด็กต้องได้รับและเรียนรู้จะสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องนี้ไม่ได้นําเสนอว่าการหย่าร้างเป็นเรื่องที่ผิด เพียงแต่นําเสนอพัฒนาการของเด็กคนหนึ่งที่กําลังเรียนรู้และเติบโตจากสิ่งที่ผู้ใหญ่สร้าง ซึ่งดิฉันมองว่าเรื่อง “สีที่แปดของรุ้งกินน้ํา” เป็นเรื่องที่น่ารักอีกทั้งยังมีการสอดแทรกและเสียดสีเรื่องราวในเทพนิยายและนําเสนอวิธีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ที่เหมาะกับการศึกษาเป็นกรณีตัวอย่างสําหรับพ่อแม่มือใหม่ที่ต้องรับมือกับลูกน้อยอีกด้วย และตอนจบของเรื่องก็เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าอย่าได้ดูถูกศักยภาพของเด็กเป็นอันขาด
3. เด็กทุกคนล้วนเติบโตขึ้นจากประสบการณ์
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้จากความผิดพลาด เด็กเองก็เรียนรู้จากประสบการณ์ พวกเขากําลังเติบโตขึ้นจากสิ่งที่พบเจอ เจ้าหญิงจากเรื่อง “สีที่แปดของรุ้งกินน้ํา” และเจ้าหญิงจากเรื่อง “ลูกหาม” กับสามสหาย” เจ้าหญิงจากเรื่อง “สีที่แปดของรุ้งกินน้ํา” เรียนรู้และเติบโตขึ้นได้เมื่อเธอเห็นพ่อแม่ต่างก็ลําบากตามหาสายรุ้งมาให้เธอ ส่วนเจ้าหญิงจากเรื่อง “ลูกหาม” กับสามสหาย” เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ว่าเธอได้เห็นกับตาตัวเองว่าเหล่าลูกหมาและสหายนั้นมีความสามารถมากกว่าเหล่าผู้ใหญ่ที่ตัดสินเก่งเสียอีก เจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ล้วนแล้วแต่เติบโตจากประสบการณ์ของตนทั้งสิ้น ผู้ใหญ่ที่รายล้อมเด็กหญิงทั้งสองคนต่างหากที่มองว่าเด็ก ๆ นั้นเป็นสิ่งที่บอบบางและต้องการการปกป้องที่มากเกินไป จนบางครั้งความเห็นของเด็ก ๆ ก็อาจถูกบดบังด้วยความหวังดีที่มากเกินไป
ผู้เขียนกําลังส่งสาสน์ถึงนักอ่านพ่อแม่ทั้งหลายว่า โปรดระลึกไว้เสมอว่าเด็ก ๆ กําลังเติบโต พวกเขาเรียนรู้ได้และเรียนรู้เป็นอีกด้วย พวกผู้ใหญ่พร้อมที่จะสอนสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับพวกเขาแล้วหรือยังเท่านั้นเอง
4. การเลี้ยงลูกด้วยนิทานและบทบาทของพ่อแม่
“โลก” ของเจ้าหญิงนกบินหลายกับเจ้าชายนกบินหา” เป็นเรื่องที่สะท้อนบทบาทความห่วงใยและ ความกังวลใจของพ่อแม่ได้ดีที่สุด อีกทั้งยังสะท้อนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนิทานที่มาก่อนกาล ซึ่งผู้เขียนได้ นําเสนอเอาไว้ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2546 ความจริงแล้วนิทานเป็นสื่อที่ง่ายที่สุดของพ่อแม่ที่จะใช้เลี้ยงลูก แต่หลายครั้งนิทานก็ถูกละเลย ปัจจุบันกระแสการเลี้ยงลูกด้วยนิทานในประเทศไทยกระแสโด่งดังอย่างมากเมื่อมีผู้มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ได้นําเสนอประโยชน์ของนิทานพร้อมกับนําเสนอหลักการและเหตุผลเพื่อจูงใจให้พ่อแม่เริ่มต้นอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟังอย่างน้อยก่อนนอนก็ยังดี แต่ว่าหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนิทานที่ชัดเจนแล้วเข้าใจง่ายมากกว่าตําราการเลี้ยงลูกเล่มใด
“โลก” ของเจ้าหญิงนกบินหลายกับเจ้าชายนกบินหา” เป็นเรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายในหนังสือรวมเรื่อง สั้นเรื่อง “เจ้าหงิญ” ซึ่งเป็นเรื่องราวของเจ้าหญิงนกบินหลายและเจ้าชายนกบินหาที่ตกลงใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน ทั้งสองสร้างโลกขึ้นมาหนึ่งใบหรือก็คือไข่ลูกนกที่ทั้งสองเฝ้าฟูมฟักถนุถนอม นกทั้งสองตัวต่างก็กังวลถึงอนาคตที่รอลูกน้อยอยู่ข้างหน้า อีกทั้งยังกังวลเรื่องสายสัมพันธ์แม่ลูก วรรณกรรมเรื่องนี้ได้ พิสูจน์แล้วว่านิทานสามารถสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัวได้ เด็กที่ได้ฟังนิทานย่อมเติบโตขึ้นเป็นคนเต็มคนได้ในที่สุด ประโยคหนึ่งที่ดิฉันมองว่าตรงกับความเชื่อของตนเองในฐานะของนิสิตสาขาวิชาวรรณกรรมสําหรับเด็กคือบทสนทนาระหว่างพ่อนกกับแม่นกที่ว่า...
“คุณคิดว่าเขาเข้าใจนิทานของคุณจริง ๆ หรือคะ” “แน่นอนเชื่อเถอะ...ไม่วันใดก็วันหนึ่ง....”
(บินหลา สันกาลาคีรี, 2560: 46)
บทสนทนาระหว่างพ่อนกและแม่นกข้างต้นตอกย้ำให้ดิฉันมองเห็นถึงความเคลือบแคลงใจของคนอื่นที่กําลังมองมาที่วรรณกรรมสําหรับเด็ก พวกเขากําลังสงสัยว่าบุคลากรผู้กําลังผลิตวรรณกรรมสําหรับเด็กทั่วโลกจะสามารถผลิตสิ่งที่ทําให้เด็กเข้าใจได้จริง ๆ หรือ ซึ่งคําตอบของพ่อนกก็ได้ยืนยันในสิ่งที่ดิฉันเชื่อมาตลอดว่า เด็ก ๆ จะเข้าใจนิทานของเรา ไม่วันใดก็วันหนึ่ง อย่างน้อยนิทานมากมายที่คนจากสาขาวิชาของเราผลิตสร้างจะหล่อหลอมให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นบุคคลที่มีความสุขคนหนึ่งบนโลกที่แสนซับซ้อนนี้
5. ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการดํารงชีวิตเพื่อเตรียมลูกรักไปสู่สังคมที่เราท่านต่างก็กําลังเผชิญอยู่
ดิฉันมองว่าข้อนี้เป็นข้อที่สําคัญมาก วรรณกรรมเรื่องนี้ไม่ได้เพียงส่งสาสน์ไปถึงพ่อแม่ที่ต้องเตรียมตัวให้ลูกรักออกไปเผชิญโลกอย่างเข้มแข็งแต่กําลังตบหน้าเรียกสติเหล่าผู้ใหญ่ทั้งหลายให้พิจารณาดูว่าสังคมที่เราเผชิญหน้าร่วมกันอยู่นี้กําลังดําเนินไปในรูปแบบใดจากเรื่องสั้นเรื่องที่ 4 “เจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่สี่”
เรื่องราวการเดินทางผจญภัยของเจ้าชายที่ตามหาเจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่สี่
เรื่องสั้นดังกล่าวได้นําเสนอสังคมมนุษย์ที่ต่างก็พร้อมจะช่วงชิงความสําเร็จของกันและกัน รวมถึง
พร้อมเหยียบย่ำความล้มเหลวของผู้อื่น หัวเราะเยาะความผิดพลาดของคนอื่นที่หยัดยืนอยู่บนจุดเดียวกันกับตนเคยผิดพลาด ทําให้ตนรู้สึกดีขึ้นแต่ขณะเดียวก็ต้องแลกกับความสุขที่แท้จริงด้วยการกดทับคนอื่นโดยหลงลืมวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของตน แต่การกดทับคนอื่นเป็นเพียงความรู้สึกฉาบฉวยที่ช่วยยกตนข่มคนอื่นได้เสพสุขเพียงชั่วคราวทั่วนั้น ไม่ใช่สุขที่แท้จริง การกระทำเช่นนั้นเป็นการบดขยี้ความหวังของตนเองและผู้อื่นในเวลาเดียวกัน
เรื่องสั้นดังกล่าวทําให้เราหันกลับมาตั้งคําถามกับตัวเองว่าตอนนี้เราได้ลงมือทําเพื่อสิ่งที่เราวาดฝันเอาไว้มากน้อยเพียงใด เรามัวแต่ใช้หลักของเหตุและผลมากไปจนทําให้พลาดสิ่งดี ๆ ที่เราโหยหามากที่สุด เหมือนอย่างที่พระราชาที่ใช้หลักเหตุและผลมากไปจึงลดกล้องส่องทางไกลลงก่อนจะส่องดูให้แน่ชัดว่านั่นใช่ลูกชายที่ตนคิดถึงมาตลอดหรือไม่ ความจริงเรื่องราวของพระราชาจากเรื่อง “เจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่สี่” ค่อนข้างคล้ายกันกับเจ้าปลาน้อยจากเรื่องสั้นเรื่องที่ 6 “นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่” ทั้งเจ้าลูกปลาน้อยและพระราชาต่างก็พลาดสิ่งที่ตนโหยหาจากความคิดของตัวเองทั้งสิ้น
เจ้าปลาน้อยจากเรื่อง “นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่” คือเจ้าปลาที่อยากออกเดินทางเพื่อไปตามหาเจ้าหญิงของตน หากแต่เพราะความสงสัยในตัวเองทําให้ตารางการเดินทางของเขาเลื่อนไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดเจ้าปลาก็ไม่ได้ออกเดินทางสักที คําถามที่ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่า “กลัวไหมว่าจะไม่ได้กลับมา” คอยขัดขวางไม่ให้เจ้าลูกปลาออกเดินทาง เขาหมกหมุ่นอยู่กับความรอบคอบที่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไรก็ยังรู้สึกว่าตนยังไม่รอบคอบพอ
ในอนาคตเหล่าพ่อแม่อาจจะเกิดคําถามในใจคล้ายกับเจ้าปลาที่ว่า “กลัวไหมว่าลูกจะไม่ได้กลับมา” จึงพยายามเตรียมการอย่างรอบคอบที่สุดเพื่อให้ลูกน้อยปลอดภัยที่สุด แต่ว่าการเตรียมการที่ดีที่สุดนั้นมาจากการลงมือทําของเจ้าตัวเอง ดิฉันไม่อาจรับปากได้ว่าตัวเองจะไม่ปกป้องลูกเกินเหตุจนอาจดูเหมือนเจ้าปลาน้อยที่พยายามรอบคอบจนเกินไป แต่ดิฉันได้มองเห็นความเสียดายของพระราชาที่ไม่ได้พบลูกชายเพราะความคิดที่อิงหลักตรรกและเหตุผลมากจนเกินไป และได้เห็นเรื่องน่าเสียดายยิ่งกว่าที่เจ้าปลาน้อยไม่ได้ออกเดินทางไปพบโลกใบใหม่ให้ได้เรียนรู้ จากหนังสือเล่มนี้ทําให้ดิฉันไม่อยากให้ตน ลูกหลาน หรือใครก็ตามต้องมาพบกับเรื่องน่าเสียดายด้วยประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคําว่า “เพียงแค่ทําอย่างโน้น เพียงแค่ทําอย่างนี้” ดิฉันอยากจะเป็นคนที่เต็มที่กับชีวิตเท่าที่จะทําได้มากกว่านี้อีกสักนิดก็ยังดี
สุดท้ายเรื่องสั้นเรื่องที่ 1 “ชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือ” เป็นอีกเรื่องที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการ ดํารงชีวิตไว้อย่างดีเยี่ยม เรื่องราวดังกล่าวเป็นเรื่องราวของชายเดียวดายที่อาศัยอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิด เขาวางแผนเดินทางกลับบ้านเกิดทางใต้เพื่อไปร่วมงานวันเกิดของหลานสาว นัยหนึ่งเรื่องสั้นเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าชายเดียวดายก็มีวิธีแสดงความรักแบบชายเดียวดาย เขารักความอิสระ ชอบใช้ชีวิตตามลําพัง ไม่ใช่ว่าเขาไม่รักครอบครัว แต่เขาเองก็รักความเดียวดายของเขาเช่นกัน จากเรื่องไม่ได้กล่าว่าชายเดียวดายรู้สึกเปลี่ยวเหงา เพียงแต่เขาไม่ได้ต้องการหายไป เพราะเขาได้แต่ทิ้งร่องรอยบอกใบ้ผู้ตามหาเขาเอาไว้ว่าจะหาเขาเจอได้ที่ไหน แม้ชายเดียวดายจะอยู่ที่ทางใต้กับทุกคนไม่ได้ แต่ทุกคนก็สามารถเดินทางตามรอยที่เขาทิ้งเอาไว้มาหาเขาได้ ดิฉันมองว่าชายเดียวดายก็เหมือนเหมือนคนที่ไม่รู้วิธีเข้าหาคนอื่น แต่เขาพยายามทิ้งเบาะแสเอาไว้คล้ายกําลังแปะป้ายประกาศว่า “เข้ามาหาฉันได้นะ ฉันพร้อมต้อนรับเธอเสมอ” จากต้นต้อยติ่งมากมายที่เขาเพียรปลูกไปตามรายทางตลอดหลายปี
อีกนัยหนึ่งอาจตีความเรื่องสั้นเรื่อง “ชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือ” ได้ความว่า ต้นต้อยติ่งก็ เหมือนความดีที่คนหนึ่งเพียรสร้าง ตลอดช่วงชีวิตท่านทําดีฝากไว้มากน้อยแค่ไหน หากทําดีแบบที่จับต้องและตามรอยได้เหมือนต้นต้อยติ่งจากเรื่อง ในบั้นปลายชีวิตหรือแม้แต่ตอนที่จากไปย่อมมีคนรุ่นหลังย่อมพร้อมที่จะยึดท่านเป็นแบบอย่างและเจริญรอยตามอย่างแน่นอน ลองตั้งคําถามดูว่าตอนนี้เรากําลังเป็นคนในแบบที่เราในตอนเด็กอยากเป็นหรือเปล่า ต้องยอมรับว่าบางครั้งเราอาจต่างจากคนที่เราวาดหวังไว้ในตอนเด็กไปบ้าง แต่วรรณกรรมเรื่องนี้กําลังบอกว่า “ดีแล้ว...อย่างน้อยท่านก็ไม่ได้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่เราในวัยเด็กเคยเกลียด”
ดิฉันยังยืนยันคําเดิมว่า “เจ้าหงิญ” โดย บินหลา สันกาลาคีรี เป็นวรรณกรรมที่เป็นมากกว่า
วรรณกรรม สิ่งที่นักเขียนถ่ายทอดออกมาล้วนแล้วแต่กินใจ เป็นวรรณกรรมที่ยึดเป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตได้ดียิ่งกว่าหนังสือพัฒนาตนเอง หรือแม้แต่หนังสือคู่มือการเลี้ยงลูกของเหล่าพ่อแม่ ตลอดการอ่านดิฉันสัมผัสได้ถึงความงามของภาษาไทยที่ผู้เขียนถ่ายถอดออกมาได้อย่างสนุกสนาน อีกทั้งยังสัมผัสได้ถึงความล้ำลึกแห่งชีวิตที่ยังต้องเรียนรู้อีกไม่รู้จบ เมื่ออ่านจบแล้วอีกสิ่งที่ดิฉันรู้สึกว่าต้องทําให้ได้คือ “ออกไปใช้ชีวิตกันเถอะ” ออกไปใช้ชีวิตที่เป็นชีวิตจริง ๆ ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องคิดมาก ความธรรมดา ซื่อตรง และแสนเรียบง่ายนี่แหละ คือแนวทางการใช้ชีวิตที่ดีที่สุด
สุดท้ายแล้วสิ่งที่สําคัญคือเป็นมนุษย์อย่าหยุดเรียนรู้ เราไม่มีวันรู้เลยว่าในอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น หนังสือเล่มนี้กําลังเตือนสติให้เราร่วมมือกันสร้างสังคมที่ผาสุข ไม่ใช่สุขที่ไร้แล้วซึ่งความทุกข์ แต่เป็นสุขซ่านความขมขื่นแห่งชีวิตที่เราสามารถมองหาข้อดีจากมันได้ตลอดเวลา และที่สําคัญอย่าได้ดูถูกพลังของนิทาน เรื่องเล่าธรรมดานี่แหละที่กําลังหล่อหลอมสังคมให้กลายเป็นสังคมที่ทุกคนมองหาความสุขจากชีวิตได้
รายการเอกสารอ้างอิง
แซงเตกซูเปรี, อองตวน เดอ (2556), เจ้าชายน้อย, เชียงใหม่: จินด์
วนิดา คุ้มอนุวงศ์ และคนอื่นๆ. (2557). วรรณกรรม 50 เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต. กรุงเทพฯ: อัมรินทร์ บินหลาน สันกาลาคีรี (2560), เจ้าหงิญ, พิมพ์ครั้งที่ 29. กรุงเทพฯ: ไรท์เตอร์

Comments